Google

Thursday, September 24, 2009

Balance of Power

ดุลอำนาจ

แนวความคิดว่าด้วยวิธีการที่รัฐต่าง ๆ ใช้จัดการกับปัญหาความมั่นคงแห่งชาติ ในรูปแบบของการยักย้ายความเป็นพันธมิตรและการเข้าฝักเข้าฝ่าย ระบบดุลอำนาจนี้เกิดขึ้นจากการรวมผลประโยชน์ของแต่ละรัฐที่มีความเกี่ยวข้องกันให้เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน เพื่อขัดขวางผลประโยชน์ของรัฐอื่น ๆ ระบบนี้เกิดขึ้นเมื่อรัฐที่ต้องการเปลี่ยนสถานภาพเดิม ทำการคุกคามความมั่นคงของรัฐที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม แนวความคิดเรื่องดุลอำนาจในทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐนั้น สามารถแสดงให้เห็นได้ในรูปของสมการอำนาจ กล่าวคือ แฟกเตอร์หรือองค์ประกอบของสมการแต่ละข้าง บางทีอาจจะเป็นแบบมีสมดุลกัน หรือบางทีก็อาจมีข้างหนึ่งหนักกว่าอีกข้างหนึ่ง ด้วยเหตุที่รัฐต่าง ๆล้วนมีอธิปไตยและจะพยายามเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติตนอยู่เสมอ ดุลอำนาจนี้จึงอยู่ในภาวะเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นปกติ รัฐใดรัฐหนึ่งอาจจงใจดำเนินนโยบายสร้างดุลอำนาจนี้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริเตนใหญ่ (อังกฤษ) เคยทำแบบนี้ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทั้งนี้บริเตนใหญ่ (อังกฤษ) เล็งเห็นว่าผลประโยชน์ของตนจะสามารถรักษาไว้ได้ด้วยการที่ตนแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล เพื่อดำรงดุลยภาพแห่งอำนาจในภาคพื้นยุโรป โดยวิธีที่คอยเคลื่อนย้ายน้ำหนักของตนเข้าไปหาฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเมื่อยามที่ดุลยภาพถูกคุกคาม

ความสำคัญ ปรากฏการณ์ดุลอำนาจนี้ มีปรากฎอยู่ดาษดื่นในการเมืองระหว่างประเทศ และก็เป็นลักษณะสำคัญในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจกัน นี้เป็นผลพวงเกิดจากระบบรัฐที่รัฐมวลสมาชิกซึ่งมีเอกราชมีอธิปไตย ต่างมีอิสระที่จะเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นพันธมิตรและเข้าฝักเข้าฝ่าย เพราะแต่ละรัฐสมาชิกต่างก็พยายามที่จะเสริมสร้างความมั่นคงและเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติให้แก่ฝ่ายตนทั้งนั้น ดุลอำนาจนี้มิใช่เรื่องของการแสดงออกถึงความสนใจทั่ว ๆ ไป ในรูปแบบที่เป็นนามธรรม อย่างเช่นในเรื่องของสันติภาพ ทั้งนี้เพราะสันติภาพอาจจะเป็นหรืออาจจะไม่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติตนก็ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับกาลเวลา สถานที่ และสถานการณ์ ดุลอำนาจนี้ไม่มีองค์การกลางที่มาคอยชี้นำ และการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ ที่มาประกอบเป็นดุลอำนาจนี้จะมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว คือ จะมีการโยกย้ายสมาชิกภาพ การมารวมตัวกันมีห้วงเวลาสั้น ๆ และมีจุดประสงค์จำกัด ดุลอำนาจแบบหลากหลายได้เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีลักษณะโดดเด่น คือ มีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนการรวมตัวกันของมหาอำนาจต่าง ๆ อย่างน้อย 5 ชาติด้วยกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความยืดหยุ่น มีจุดประสงค์จำกัด และการดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของมหาอำนาจที่มามีส่วนร่วมในดุลอำนาจนี้ด้วย อย่างไรก็ดี ได้มีดุลอำนาจแบบง่าย ๆ หรือดุลอำนาจแบบสองขั้วเกิดขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการครอบงำของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา การเกิดดุลอำนาจแบบสองขั้วนี้เป็นสิ่งที่มีอันตราย เพราะเป็นการลดความยืดหยุ่น มีการแยกผลประโยชน์ไปตามประเด็นที่แยกสองอภิมหาอำนาจออกจากกัน และเป็นการลดโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนฝ่ายกันใหม่ อย่างไรก็ดี เมื่อมีการผ่อนคลายความกระชับการเป็นพันธมิตรในสงครามเย็น และมีการพัฒนาระบบหลายขั้วอำนาจของทั้งสองฝ่ายในสมดุลอำนาจขึ้นมาแล้ว สภาวะก็ได้กลับคืนสู่ดุลอำนาจแบบหลากหลายอีกครั้งหนึ่ง กลไกดุลอำนาจระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นแบบง่าย ๆ หรือเป็นแบบซับซ้อน มีแนวโน้มที่จะบังเกิดขึ้น หากมีการจัดอำนาจทางการเมืองเสียใหม่ โดยให้กระจายออกไปอย่างกว้างขวางโดยยึดหลักการอื่นที่มิใช่ระบบกระจายอำนาจของรัฐที่มีเอกราชและอธิปไตยอย่างในปัจจุบัน
================================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Balance of Power : Bipolarity

ดุลอำนาจ : สองขั้วอำนาจ

ระบบดุลอำนาจแบบกระชับ ที่อำนาจแบ่งแยกออกไปอยู่ในศูนย์อำนาจที่ขัดแย้งกัน 2 ศูนย์ ระบบสองขั้วอำนาจนี้มีลักษณะตรงกันข้ามกับระบบหลายขั้วอำนาจ ซึ่งอย่างหลังนี้จะมีหลายศูนย์อำนาจ ทำให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยให้ระบบดุลอำนาจเกิดภาวะสมดุล ส่วนระบบสองขั้วอำนาจจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐที่ต้องการแสวงหาความมั่นคงหรือการพึ่งพาทางด้านอุดมการณ์หรือทางด้านการเมือง ได้ยอมผูกพันตัวเองกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และยอมเข้าไปอยู่ในระบบสองขั้วอำนาจที่ครอบงำโดยมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่งในสองมหาอำนาจนั้น

ความสำคัญ ระบบสองขั้วอำนาจแบบกระชับนี้ เป็นลักษณะของระบบดุลอำนาจที่บังเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีสองอภิมหาอำนาจ คือ สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ทำการครอบงำค่าย "โลกเสรี" และค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งทำการแข่งขันกันในด้านการทหาร การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม การผูกขาดอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละอภิมหาอำนาจภายในค่ายของตนนั้น ได้เป็นแรงบีบบังคับให้รัฐอื่น ๆ ตกอยู่ในฐานะที่จะต้องพึ่งพาเพื่อความมั่นคงของตน อีกทั้งก็ยังจะแบ่งแยกการตกลงใจในปัญหาเกี่ยวกับสันติภาพและสงครามออกเป็นสองอย่างตามค่ายของตนไปด้วย ประเทศเป็นกลางทั้งหลายก็จะถูกบีบบังคับอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองฝ่ายให้มายอมศิโรราบต่อความยิ่งใหญ่ของสองอภิมหาอำนาจนี้ โดยผ่านทางการร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อปกป้องตนเองจากแผนการรุกรานของอีกค่ายหนึ่ง นับตั้งแต่ทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา ความกระชับของระบบสองขั้วอำนาจนี้ก็มีแนวโน้มผ่อนคลายลงจากผลกระทบของระบบหลายขั้วอำนาจที่ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ต่อมาได้เกิดการแตกสลายของระบบสองขั้วอำนาจนี้เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การเกิดลัทธิชาตินิยมทางด้านการเมืองและทางด้านเศรษฐกิจในรัฐต่าง ๆ การแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ การควบคุมของสองอภิมหาอำนาจได้เพลากำลังลง เนื่องจากได้เกิดความตระหนักว่า อาวุธนิวเคลียร์ไม่สามารถนำมาใช้ได้เนื่องจากใช้แล้วจะเป็นการเสี่ยงกับการถูกศัตรูใช้นิวเคลียร์ตอบโต้ย้อนกลับมาทำลายตนเองได้ รวมทั้งการแตกแยกทางด้านอุดมการณ์ภายในแต่ละค่ายก็ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
==============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Balance of Power : Polycentrism

ดุลอำนาจ : ระบบหลายขั้วอำนาจ

สถานการณ์ดุลอำนาจระหว่างประเทศที่มีลักษณะมีศูนย์กลางอำนาจจำนวนหนึ่ง ระบบหลายขั้วอำนาจหรือระบบดุลอำนาจแบบยืดหยุ่นนี้ เคยเป็นระบบที่มีขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยมีมหาอำนาจมามีส่วนร่วมในระบบอยู่จำนวนหนึ่ง ต่อมาระบบนี้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นระบบสองขั้วอำนาจในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการควบคุมของสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา

ความสำคัญ ที่ระบบหลายขั้วอำนาจกลับคืนมาได้นี้ ก็เพราะเกิดการแตกสลายของการครอบงำการเมือง ระหว่างประเทศโดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ในระบบสองขั้วอำนาจที่รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรแข่งขันกัน ปัจจัยที่ทำให้เกิดเป็นระบบหลายขั้วอำนาจประกอบด้วย (1) เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ดุลการคุกคาม“ ทางอาวุธนิวเคลียร์ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต ซึ่งไปลดความน่าเชื่อถือที่สองอภิมหาอำนาจนี้ได้ให้สัญญาไว้ว่าจะมาช่วยปกป้องพันธมิตรของฝ่ายตน (2) เกิดความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในยุโรปตะวันออกและยุโรปตะวันตก ซึ่งส่งผลให้มีการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจต่อสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกา (3) เกิดลัทธิชาตินิยมขึ้นมาใหม่ทั้งในประเทศเก่าและประเทศใหม่ทั้งหลาย (4) เกิดรัฐใหม่ขึ้นมามากมาย ซึ่งผู้นำของรัฐเหล่านี้ต่างแลเห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติตนอยู่ที่การสร้างความทันสมัยทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้แก่รัฐตนยิ่งเสียกว่าจะพิจารณาในแง่การแข่งขันกันในสงครามเย็น การมีระบบหลายขั้วอำนาจนี้ หมายถึงว่า รัฐที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมามากนี้สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อระดับความตึงเครียดในโลกได้ด้วย
==============================\

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Foreign Office

กระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอังกฤษ) เป็นหน่วยงานของฝ่ายบริหาร มีหน้าที่วางและดำเนินนโยบายต่างประเทศ นอกจากจะเรียกหน่วยงานนี้ว่า Foreign Office แล้ว ก็ยังมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษอย่างอื่นด้วย เช่น foreign ministry, ministry of foreign affairs, department of state รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงนี้ เรียกว่า foreign secretary, foreign minister, secretary of state ในรัฐใหญ่ ๆ กระทรวงการต่างประเทศนี้มีแนวโน้มที่จะถูกจัดการบริหารโดยการยึดทั้งหลักภูมิศาสตร์และหลักหน้าที่

ความสำคัญ กระทรวงการต่างประเทศของรัฐใด ๆ ก็ตาม จะเป็นเครื่องมือให้ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ สามารถดำเนินไปได้ รายงานต่าง ๆ จากนักการทูตที่ส่งไปอยู่ตามประเทศต่าง ๆ เมื่อรับมาแล้วก็จะมีการตรวจสอบและทำการตีค่าเพื่อให้เป็นข้อมูลดิบของนโยบายต่างประเทศในกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้ว กระทรวงการต่างประเทศนี้ก็ยังเป็นที่ร่างคำแนะนำทางนโยบายต่าง ๆ แล้วกส่งไปยังนักการทูตที่ไปประจำอยู่ ณ ต่างประเทศ ในสมัยก่อนหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศมีไม่ค่อยมากเท่าใด แต่ตกมาถึงเดี๋ยวนี้ กระทรวงการต่างประเทศของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศใหญ่ ๆ เป็นหน่วยงานที่มีการขยายงานใหญ่โตขึ้นมาก มีการจ้างบุคลากรเข้ามาทำงานทั้งในประเทศและในต่างประเทศเป็นจำนวนนับพัน ๆ คน ในอดีตบุคลากรที่เข้ามาทำงานในกระทรวงการต่างประเทศนี้มักเป็นพวกสมัครเล่นที่ผ่านการคัดเลือกตามบุญตามกรรม แต่ตกมาถึงยุคโลกสมัยใหม่นี้ ได้เกิดความซับซ้อน ความหลากหลายในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ก็จึงจำต้องคัดเลือกคนเข้าทำงานในลักษณะที่ต้องเป็นคนมีการศึกษาสูง มีการเลือกเฟ้น มีการฝึกปรือและมีความเชี่ยวชาญขนาดมืออาชีพมากกว่าเดิมยิ่งขึ้น

Foreign Policy

นโยบายต่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ หรือแผนปฏิบัติการที่พัฒนาโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจแห่งรัฐเพื่อใช้ต่อรัฐอื่น หรือองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งที่นิยามไว้ว่าเป็นประโยชน์แห่งชาติ นโยบายต่างประเทศอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดำเนินการโดยรัฐนี้ อาจเป็นผลมาจากการริเริ่มของรัฐนั้นเองหรืออาจจะเป็นปฏิกิริยาต่อการริเริ่มที่ดำเนินการโดยรัฐอื่น นโยบายต่างประเทศจะเกี่ยวกับกระบวนการแบบพลวัตรของการใช้การตีความผลประโยชน์แห่งชาติที่ค่อนข้างจะกำหนดไว้แน่นอนแล้ว กับองค์ประกอบทางสถานการณ์ที่เลื่อนไหลไม่หยุดอยู่กับที่ของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติ และจากนั้นก็จะใช้ความพยายามในทางการทูตพื่อให้บรรลุถึงแนวนโยบายให้ได้ สำหรับลำดับขั้นตอนในกระบวนการนโยบายต่างประเทศประกอบด้วย (1) การแปลสิ่งที่พิจารณาว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติให้เป็นเป้าหมายและจุดประสงค์ (2) การกำหนดองค์ประกอบทางสถานการณ์ทั้งในระดับระหว่างประเทศและในระดับภายในประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของนโยบาย (3) การวิเคราะห์ขีดความสามารถของรัฐในการที่จะให้บรรลุถึงผลลัพธ์ตามที่ต้องการ (4) การพัฒนาแผนงานหรือยุทธศาสตร์เพื่อจะใช้ขีดความสามารถของรัฐเพื่อดำเนินการกับตัวแปรต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย (5) การปฏิบัติการสำคัญ ๆ (6) การทบทวนและการวัดผลความคืบหน้าในการที่จะให้บรรลุถึงผลที่ต้องการตามห้วงเวลาต่าง ๆ กระบวนการที่ว่ามานี้จะไม่เป็นไปตามลำดับดังข้างต้นนี้ก็ได้ บางทีในกระบวนการอาจมีการดำเนินการขั้นตอนหลายอย่างพร้อม ๆ กัน และอาจจะต้องมีการไปเริ่มประเด็นพื้นฐานใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเงื่อนไขต่าง ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดภาวะชะงักงันขึ้นมา ด้วยเหตุที่สถานการณ์ระหว่างประเทศจะมีลักษณะเลื่อนไหลอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้น กระบวนการนโยบายต่างประเทศก็จะมีลักษณะต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

ความสำคัญ ถึงแม้ว่านโยบายต่างประเทศนี้จะไม่สามารถแยกออกจากนโยบายภายในประเทศได้โดยสิ้นเชิง แต่ก็มีบทบาทสำคัญในกระบวนการตัดสินใจที่ดำเนินการโดยรัฐส่วนใหญ่ ว่าโดยทั่ว ๆ ไปนั้น รัฐที่มีอำนาจมาก ๆ จะทุ่มเทความพยายามและทรัพยากรของตนให้กับการพัฒนาและการดำเนินนโยบายต่างประเทศนี้ยิ่งกว่ารัฐขนาดกลางหรือรัฐเล็ก ๆ คำว่า "นโยบายต่างประเทศ" แม้ว่าจะชอบใช้กันในความหมายกว้าง ๆ ที่กินความไปถึงโครงการต่างประเทศทั้งหลายทั้งปวงที่รัฐดำเนินการอยู่ แต่ก็สามารถใช้ในความหมายที่เฉพาะเจาะจงที่เกี่ยวกับสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และการปฏิบัติการของรัฐที่จะให้บรรลุถึงจุดประสงค์ที่จำกัดนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐก็จะต้องดำเนินนโยบายหลายอย่าง ต้องตั้งเป้าหมายไว้หลายเป้าหมาย ต้องวางแผนทางยุทธศาสตร์ไว้หลายแผน ต้องทำการตีค่าขีดความสามารถไว้หลาย ๆ อย่าง ตลอดจนต้องทำการริเริ่มและตีค่าการตัดสินใจและการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งไว้โดยตลอด จะต้องมีการประสานระหว่างนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้การวางแผนงานและการปฏิบัติการต่าง ๆ อยู่ในกรอบกว้าง ๆ ของแนวปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ กิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นนี้ส่วนใหญ่แล้วจะดำเนินการในกระทรวงการต่างประเทศของรัฐต่าง ๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผ่านทางระบบราชการที่จัดแบ่งเป็นหน่วยงานในระดับภูมิภาคและในระดับประเทศ การปฏิบัติการทางนโยบายต่างประเทศยากที่จะประเมินผล ทั้งนี้เพราะ (1) ผลดีและผลเสียในระยะสั้นจะต้องนำมาเปรียบเทียบกับผลดีและผลเสียในระยะยาว (2) ผลกระทบที่เกิดกับชาติต่าง ๆ ยากที่จะประเมิน (3) นโยบายส่วนใหญ่จะส่งผลออกมาในลักษณะที่มีทั้งสำเร็จและล้มเหลว ซึ่งยากจะแยกแยะออกจากกันได้

Foreign Policy Approach : Realist-Idealist Dichotomy

แนวสู่การศึกษานโยบายต่างประเทศ:แนวสัจนิยม-แนวอุดมคตินิยม

แนวสู่การศึกษาที่เป็นทางเลือกของผู้มีอำนาจตัดสินใจในการสร้างนโยบายต่างประเทศ แนวสู่การศึกษาแบบสัจนิยม ในการสร้างนโยบายต่างประเทศนั้น โดยพื้นฐานแล้วมีลักษณะแบบประจักษ์และยึดแนวทางปฏิบัติ ส่วนแนวสู่การศึกษาแบบอุดมคตินิยมนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานของนโยบายต่างประเทศที่เป็นนามธรรมยึดประเพณีนิยม คือ จะเกี่ยวข้องกับบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ตัวบทกฎหมาย และค่านิยมทางศีลธรรม-จริยธรรม พวกที่ยึดแบบสัจนิยมมีสมมติฐานว่า องค์ประกอบสำคัญที่ดาษดื่นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็คือ อำนาจ ดังนั้น การใช้อำนาจอย่างชาญฉลาดและอย่างมีประสิทธิผลของรัฐในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นองค์ประกอบหลักของนโยบายต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ส่วนพวกที่ยึดแนวอุดมคตินิยม มีความเชื่อตรงกันข้ามว่า นโยบายต่างประเทศที่ตั้งอยู่บนรากฐานของหลักการทางศีลธรรม จะมีประสิทธิผลมากกว่าเพราะจะไปช่วยส่งเสริมความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างรัฐต่าง ๆ ยิ่งกว่าจะไปกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการขัดแย้งกัน พวกยึดแนวอุดมคตินิยมบอกว่าพลังทางศีลธรรมจะมีประสิทธิผลกว่าพลังทางกายภาพ เพราะมีความคงทนถาวรมากกว่ากัน คือ แทนที่จะใช้กำลังและการบีบบังคับ แนวทางแบบอุดมคตินิยมก็จะใช้วิธีการเอาชนะใจและสร้างความจงรักภักดีให้คนหันมายอมรับหลักการต่าง ๆ ที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมของรัฐ


ความสำคัญ แนวสู่การศึกษาแบบสัจนิยมและอุดมคตินิยมนี้ มีความเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับการอภิปรายถกเถียงกันถึงเรื่องที่ว่า ควรจะใช้แนวในการสร้างนโยบายต่างประเทศแบบไหนถึงจะเป็นแนวที่ดีที่สุด ในประเทศสหรัฐอเมริกา พวกที่ยึดถือตามแนวสัจนิยมบอกว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาถือได้ว่าเป็นประเทศชั้นแนวหน้าเพียงประเทศเดียวก็ว่าได้ ที่ถูกทัศนคติของประชาชนและหลักการทางศีลธรรมชี้นำอย่างผิด ๆ ให้ไปยอมรับแนวปฏิบัติแบบอุดมคตินิยมมาใช้เป็นหลักในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ผลที่เกิดขึ้นตามที่พวกสัจนิยมเห็น ก็คือ การไร้ความสามารถของสหรัฐอเมริกาที่จะแข่งขันอย่างมีประสิทธิผลกับรัฐอื่น ๆ ซึ่งวางนโยบายอยู่บนความจริงแท้ของผลประโยชน์แห่งชาติของตน ส่วนพวกอุดมคตินิยมก็มีแนวโน้มที่จะปฏิเสธแนวทางสู่การศึกษาแบบสัจนิยมที่ถืออำนาจเป็นแกนกลาง โดยบอกว่าเป็นแนวของพวกถือลัทธิแมคเคียเวลลี ซึ่งจะก่อประโยชน์แก่ชาติเพียงเล็กน้อยและช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น พวกยึดแนวแบบอุดมคตินิยมนี้บอกด้วยว่า นโยบายที่จะประสบความสำเร็จส่วนใหญ่แล้ว ก็คือ นโยบายที่ตั้งอยู่บนรากฐานของหลักการและค่านิยมทางศีลธรรม และก็จะต้องเป็นนโยบายที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชาติต่าง ๆ จำนวนนับล้าน ๆ คนด้วย แนวทางนโยบายแบบอุดมคตินิยมที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว มีตัวอย่างเช่น หลักการโฟร์ทีนพอยท์ ของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน กฎบัตรแอตแลนติกเหนือ ที่ประกาศโดยประธานาธิบดี แฟรงกลิน รูสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ แห่งอังกฤษ ตลอดจนกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นต้น แต่ว่าในทางปฏิบัติแล้ว นโยบายส่วนใหญ่จะเป็นการผสมผสานระหว่างลัทธิสัจนิยมและอุดมคตินิยม กล่าวคือ จะใช้แนวทางแบบสัจนิยมมาเป็นตัวกำหนดมรรควิธีที่จะให้บรรลุถึงเป้าหมาย และใช้แนวทางแบบอุดมคติมาเป็นข้ออ้างเหตุผลให้คนสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ที่รัฐรับมาดำเนินการ
===============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Foreign Policy Approach : Revisionist

แนวสู่การศึกษานโยบายต่างประเทศ : แนวต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม

นโยบายต่างประเทศที่รัฐพยายามจะเปลี่ยนแปลงการกระจายดินแดน อุดมการณ์ หรืออำนาจระหว่างประเทศที่มีอยู่แต่เดิม เพื่อให้เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายตน นโยบายการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมนี้จะมีลักษณะชอบขยายดินแดนและแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมา ดังนั้น รัฐจะมีแนวโน้มไปในทางที่จะดำเนินโบายแบบนี้ หากว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่พึงพอใจกับสถานภาพเดิมที่มีอยู่นั้น และมีความเชื่อว่ารัฐตนมีความสามารถที่จะบรรลุถึงเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้นี้

ความสำคัญ นโยบายต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมนี้ ปกติแล้วจะนำมาดำเนินโดยรัฐ”ที่ไม่มี” หรือรัฐ”ที่ไม่พึงพอใจ” จึงได้หาทางปรับปรุงสถานะระหว่างประเทศของตน โดยดำเนินการริเริ่มทางยุทธศาสตร์ต่าง ๆ รัฐที่ยึดแนวนโยบายต้องการเปลี่ยนสถานภาพเดิมนี้ ถึงแม้ว่าจะใช้ยุทธวิธีเชิงรุกไม่ใช้ความรุนแรงหลากหลายในการที่จะให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย แต่ในที่สุดก็อาจจะใช้ปฏิบัติการแข็งกร้าวหรือประกาศสงครามไปเลยในการที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม แม้แต่ในรัฐที่ยึดแนวทางแบบรักษาสถานภาพเดิม หากไปยึดถือลัทธิต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมนี้เข้าแล้วก็จะมีแนวโน้มไปในทางที่จะใช้นโยบายเชิงรุกต่าง ๆ ขึ้นมา แม้แต่ในเรื่องของการแยกตัวเป็นฝักเป็นฝ่ายของรัฐต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงมาจากการแบ่งแยกระหว่างรัฐที่ยึดแนวต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมกับรัฐที่ยึดแนวต้องการรักษาสถานภาพเดิม ก็จะเป็นการส่งเสริมให้มีการก่อตัวตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มที่ทำการต่อต้านตรงกันข้ามขึ้นมา รวมทั้งจะทำให้เกิดระบบดุลอำนาจขึ้นมาได้ด้วย รัฐที่ยึดแนวทางต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม มีแนวโน้มที่จะมองการทูต สนธิสัญญา กฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ตนสามารถใช้เพื่อชิงความได้เปรียบในการต่อสู้แสวงหาอำนาจ ยิ่งเสียกว่าจะเห็นว่าสิ่งดังกล่าวสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขจัดความขัดแย้งและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเยอรมนีที่นาซีเข้าครองอำนาจอยู่นั้น ได้ทำการเปลี่ยนแปลงสถานะทางอำนาจและทางดินแดนของตนในช่วงทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1930 โดยการสร้างเสริมอาวุธขึ้นมาใหม่ อันเป็นการละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ และได้ปฏิบัติการหลอกลวงต่าง ๆ ตลอดจนทำการคุกคามด้วยการขู่ว่าจะทำสงคราม ใช้การเมืองบีบรัฐที่อ่อนแอกว่า และใช้วิถีทางการทูตมีชัยชนะหลายครั้งจนสามารถทำข้อตกลงที่เมืองมิวนิคได้สำเร็จ เป็นต้น แต่พอครั้นยุทธวิธีเหล่านี้ไม่ประสบความสำเร็จในระยะต่อมา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็ได้นำชาติของเขาเข้าสู่สงครามกับกลุ่มชาติที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิม

Foreign Policy Approach : Status Quo

แนวสู่การศึกษานโยบายต่างประเทศ:แนวต้องการรักษาสถานภาพเดิม

นโยบายต่างประเทศที่มีจุดมุ่งที่จะดำรงการกระจายดินแดน อุดมการณ์ หรืออำนาจระหว่างประเทศที่มีอยู่แต่เดิมเอาไว้ นโยบายที่มุ่งรักษาสถานภาพเดิมไว้นี้ จะมีลักษณะพื้นฐานแบบจารีตนิยมและแบบเชิงรับ ดังนั้น รัฐจะดำเนินนโยบายรักษาสถานภาพเดิมนี้ หากว่าฝ่ายตนอยู่ในฐานะได้เปรียบในทางการเมืองโลก และจะพยายามให้คงแบบเดิมนี้ไว้ยิ่งเสียกว่าจะไปเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ที่มีอยู่เดิมของตน

ความสำคัญ นโยบายรักษาสถานภาพเดิมอันเป็นนโยบายเชิงรับนี้ จะดำเนินการโดยรัฐหรือกลุ่มรัฐที่เรียกว่า"พวกพอใจแล้ว” หรือ “พวกมีแล้ว” ซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นปฏิปักษ์โดยตรงกับนโยบายเชิงรุกหรือนโยบายต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมที่ดำเนินการโดยรัฐหรือกลุ่มรัฐที่ไม่มีหรือชอบขยายสิ่งที่มีอยู่ออกไป การแบ่งกลุ่มอำนาจที่เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกระหว่างพวกที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิมกับพวกที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิมนี้ จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการก่อตัวรวมกลุ่มเป็นพันธมิตรและกลุ่มต่อต้านฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา และจะพัฒนาต่อไปเป็นระบบดุลอำนาจ รัฐต่าง ๆ ที่ยึดแนวรักษาสถานภาพเดิมนี้ มีแนวโน้มที่จะมีปฏิกิริยาต่อต้านการริเริ่มต่าง ๆ ของพวกรัฐที่ยึดแนวต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม จะพยายามหลีกเลี่ยงการขัดแย้งอย่างเปิดเผย หรือขยายปฏิบัติการทางทหาร จะมุ่งเน้นไปที่ปฏิบัติการทางการทูต และมุ่งให้บรรลุถึงข้อตกลงต่าง ๆ ที่จะส่งผลให้ฝ่ายตนได้กลับไปอยู่ในฐานะมีความได้เปรียบก่อนหน้าที่จะเกิดกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กันนั้น กฎหมายระหว่างประเทศซึ่งถือว่าเป็นพลังในการรักษาสถานภาพเดิมในกิจการโลก ก็มักจะถูกนำมาอ้างโดยรัฐที่ต้องการรักษาสถานภาพเดิมอยู่บ่อย ๆ เพื่อใช้ปกป้องสิทธิดั้งเดิมของตนเอาไว้ ในโลกปัจจุบันนี้มีรัฐต่างๆ มากกว่า 40 รัฐ ได้เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอเมริกา เพื่อปกป้องสถานภาพเดิมของตนเองโดยวิธีป้องปรามการรุกรานหรือก่อการเปลี่ยนแปลงโดยการปฏิวัติใช้ความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ ที่จะริเริ่มกระทำโดยรัฐต่าง ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม ยกตัวอย่างเช่น สหภาพโซเวียตได้ให้ความจำกัดความสถานภาพเดิมในโลกนี้ไว้ว่า คือ การที่คนพื้นเมืองก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ชัยชนะของลัทธิคอมมิวนิสต์ ตามแนวของลัทธิมาร์กซิสต์ แต่ทว่าการขัดแย้งระหว่างโลกเสรีกับฝ่ายคอมมิวนิสต์นี้ ไม่เหมือนกับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่ยึดแนวรักษาสถานภาพเดิมกับฝ่ายที่ยึดแนวต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม คือ แต่ละฝ่ายที่ทำการแข่งขันชิงอำนาจกันอยู่นี้ ต่างถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกจักรวรรดินิยมที่ทำการคุกคามต่อผลประโยชน์ที่ฝ่ายตนให้การนิยามไว้ว่าเป็นสิ่งที่รักษาไว้ซึ่งสถานภาพเดิม
========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Foreign Policy Components : Elements of National Power

องค์ประกอบนโยบายต่างประเทศ : ปัจจัยกำลังอำนาจแห่งชาติ

ปัจจัยต่าง ๆ ที่รวมกันประกอบเป็นอำนาจแท้ ๆ และเป็นศักยภาพทางอำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่ง ปัจจัยกำลังอำนาจแห่งชาติบางอย่างมีองค์ประกอบทางธรรมชาติซึ่งมนุษย์ไม่สามารถควบคุมหรือทำการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้ ขณะที่ปัจจัยอำนาจแห่งชาติอีกส่วนหนึ่งเป็นตัวแปรที่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นการจัดการและขีดความสามารถของมนุษย์เป็นหลัก องค์ประกอบสำคัญในสมการอำนาจประกอบด้วย (1) ขนาด ทำเล ภูมิอากาศ และภูมิประเทศของดินแดนของชาติ (2) ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรพลังงาน และพืชพันธุ์ธัญญาหารที่สามารถผลิตขึ้นมาได้ (3) ประชากร รวมทั้งขนาดความหนาแน่น อายุ และเพศ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ของประชากรต่อหัวกับรายได้ประชาชาติรวม (4) ขนาดและประสิทธิผลของโรงงานอุตสาหกรรม (5) ขอบข่ายและประสิทธิผลของระบบการขนส่งและการสื่อสารมวลชนต่าง ๆ (6) ระบบการศึกษา สิ่งอำนวยความสะดวกในการวิจัย จำนวนและคุณภาพของผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิคต่าง ๆ (7) ขนาด การฝึกอบรม อุปกรณ์และขวัญกำลังใจของกำลังทหาร (8) ลักษณะและความแข็งแกร่งของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม (9) คุณภาพของนักการทูตและเชิงการทูต (10) นโยบายและท่าทีของผู้นำของชาติ และ (11) ลักษณะประจำชาติและขวัญของประชาชน

ความสำคัญ ไม่มีปัจจัยกำลังอำนาจแห่งชาติปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียวที่มีลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพอที่จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพทางอำนาจของชาติ หรือเป็นตัวกำหนดผลของการต่อสู้กับชาติอื่น ๆ ได้ ปัจจัยทางอำนาจส่วนใหญ่แล้วมีลักษณะสัมพัทธ์กับกาลเวลาและพลังความเข้มแข็งของฝ่ายศัตรูคู่แข่ง และการประเมินขีดความสามารถของชาติโดยที่ไม่พิจารณาถึงธรรมชาติของปัจจัยต่าง ๆ ในเชิงเปรียบเทียบกัน ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี ค.ศ. 1940 ฝรั่งเศสได้เตรียมพร้อมทั้งทางด้านการทหารและทางด้านจิตวิทยาเพื่อสู้รบในสงครามแบบเก่าอย่างเมื่อครั้ง ค.ศ. 1914-1918 ทว่าปี ค.ศ. 1940 กองทัพเยอรมันได้มีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีและยุทธวิธีทำสงครามแบบใหม่ เกินที่แนวความคิดเรื่องแนวป้องกัน "มาจิโนต์ไลน์" ของฝรั่งเศสจะต้านทานไว้ได้ ก็จึงทำให้ฝรั่งเศสพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ พลังอำนาจแห่งชาติจะถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิผลสามารถให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของรัฐได้หรือไม่นั้นส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับผู้นำของชาติว่ามีความสามารถในการระดมสร้างบูรณาการ และชี้นำในการใช้ปัจจัยกำลังอำนาจแห่งชาติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้มากน้อยเพียงใด นอกเหนือจากนั้นแล้วศักยภาพของชาตินี้ก็ยังขึ้นอยู่กับว่า รัฐอื่นมีการประเมินปัจจัยอำนาจของรัฐนั้นอย่างไรบ้าง ตลอดจนมีการปฏิบัติการตามการประเมินผลนั้นอย่างไรบ้าง ในยุคนิวเคลียร์ย่างเช่นทุกวันนี้ การมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายมากทำให้รัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองมีอำนาจขึ้นมาก็จริง แต่เนื่องด้วยอาวุธชนิดนี้มีอานุภาพทำลายร้ายแรงมาก จึงไม่มีการนำออกมาใช้กัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ก็อาจจะมีน้ำหนักมากกว่าอาวุธนิวเคลียร์ เมื่อจะต้องนำมาประเมินอำนาจชาติในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง

Foreign Policy Component : National Interest

องค์ประกอบนโยบายต่างประเทศ : ผลประโยชน์แห่งชาติ

จุดมุ่งหมายขั้นพื้นฐานและตัวกำหนดสูงสุด ที่จะชี้นำผู้มีอำนาจตัดสินใจของรัฐในการสร้านโยบายต่างประเทศ ผลประโยชน์แห่งชาติของรัฐนี้ เป็นแนวความคิดกว้าง ๆ เกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งของรัฐ ปัจจัยที่จำเป็นอย่างยิ่งเหล่านี้ ก็คือ การปกป้องตัวเอง เอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงทางทหาร และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยเหตุที่ผลประโยชน์แห่งชาติต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีผลประโยชน์ใดเพียงหนึ่งเดียวที่มีความโดดเด่นครอบงำในการทำหน้าที่ดำเนินนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น แนวความคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาตินี้ในเวลาใช้ภาษาอังกฤษเขาจึงใช้ในรูปของพหูพจน์ว่า "national interests" เมื่อรัฐวางนโยบายแห่งชาติ โดยให้ความสนใจกับหลักการทางด้านศีลธรรม-จริยธรรมระดับสากลน้อย หรือไม่ให้ความสนใจใด ๆ เลย ก็สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินนโยบายตามแนวสัจนิยม ซึ่งมีลักษณะที่ขัดแย้งกับนโยบายของแนวอุดมคตินิยม

ความสำคัญ แต่ละรัฐที่อยู่ในระบบรัฐแบบปัจจุบัน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันกว่า 180 รัฐ ต่างก็มีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกอื่น ๆ เมื่อตนต้องพัฒนานโยบายและปฏิบัติการทางการทูตต่าง ๆ เพื่อธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติตามที่ฝ่ายตนได้ให้คำจำกัดความเอาไว้นั้น เมื่อยามที่ผลประโยชน์ต่าง ๆ มีความกลมกลืนกันได้ รัฐต่าง ๆ ก็มักจะช่วยกันประสานแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ แต่เมื่อยามที่ผลประโยชน์ต่าง ๆ เกิดขัดกันขึ้นมา ก็จะเกิดการแข่งขัน มีการชิงดีชิงเด่น เกิดการตึงเครียด เกิดการหวั่นกลัวกัน และในที่สุดก็อาจจะนำไปสู่สงครามได้ เทคนิควิธีต่าง ๆ ที่ได้รับการพัฒนาในระบบรัฐเพื่อให้นำมาใช้ในการประนีประนอมความขัดแย้งในผลประโยชน์แห่งชาตินี้ ประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คือ การทูต การแก้ไขกรณีพิพาทโดยสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ องค์การระดับภูมิภาค สถาบันระหว่างประเทศ เป็นต้นว่า องค์การระหว่างประเทศและองค์การชำนัญพิเศษต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ ปัญหาสำคัญของการสร้างนโยบายต่างประเทศและการทูตนี้ ก็คือ ปัญหาในการแปลผลประโยชน์แห่งชาติที่ยังคลุมเครือและยังมีลักษณะกว้าง ๆ ให้เป็นจุดหมายและเป็นมรรควิธีที่เป็นรูปธรรมและมีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวแปรหลายอย่างในสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศอย่างไร แต่แนวความคิดในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาตินี้ก็ยังคงเป็นองค์ประกอบที่ยังยืนยงคงที่และเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจในกระบวนการนโยบายต่างประเทศ
============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Foreign Policy Components : Objectives

องค์ประกอบนโยบายต่างประเทศ : วัตถุประสงค์

เป้าหมายที่นโยบายต่างประเทศต้องการดำเนินไปเพื่อให้บรรลุถึง วัตถุประสงค์ของนโยบายต่างประเทศ คือ การวางรูปแบบที่เป็นรูปธรรมซึ่งได้มาจากการนำเอาผลประโยชน์แห่งชาติมาให้เกิดความสัมพันธ์กับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีอยู่ในขณะนั้น และให้สัมพันธ์กับอำนาจที่รัฐมีอยู่ในขณะนั้นด้วย วัตถุประสงค์นี้จะถูกผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือกเฟ้นมาใช้ เพื่อทำการเปลี่ยนแปลง (นโยบายต้องการเปลี่ยนแปลงสถานภาพเดิม) หรือเพื่อการดำรงไว้ (นโยบายรักษาสถานภาพเดิม) ซึ่งสภาวะเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งในสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ

ความสำคัญ วัตถุประสงค์ของนโยบายต่างประเทศ เป็นผลผลิตของการวิเคราะห์จุดหมายปลายทางและมรรควิธีของนโยบาย ตามหลักมีอยู่ว่า จุดหมายปลายทางที่ต้องการนี้ จะเป็นตัวไปกำหนดมรรควิธีที่ได้เลือกไว้เพื่อให้บรรจุถึงจุดหมายปลายทางอีกทีหนึ่ง แต่ถ้าหากว่ามีแนวปฏิบัติมาให้เลือกหลายอย่าง แนวทางใดที่จะส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติที่ชัดเจนที่สุด ผู้มีอำนาจตัดสินใจก็จะเลือกแนวทางปฏิบัติอันนั้น แต่บางทีสถานการณ์ก็อาจจะพลิกผันไปในทางตรงกันข้ามกับที่กล่าวมานี้ก็ได้ คือ มรรควิธีที่มีอยู่ขณะนั้นอาจเป็นตัวกำหนดวัตถุประสงค์ที่รัฐต้องการจะบรรลุถึงนั้นก็ได้ อย่างหลังนี้เรียกว่าเหตุการณ์เกิดการล้ำหน้านโยบาย ถึงแม้ว่าวัตถุประสงค์ของนโยบายต่างประเทศที่เป็นรูปธรรมของแต่ละรัฐจะแตกต่างกัน แต่ก็มีแนวโน้มว่าเป้าหมายในเชิงนามธรรมจะเหมือน ๆ กัน เช่น การคุ้มครองตนเอง ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรืองของชาติ เกียรติภูมิของชาติ การปกป้องและส่งเสริมอุดมการณ์ และการแสวงหาอำนาจ เป็นต้น

Foreign Policy Components : Situational Factors

องค์ประกอบนโยบายต่างประเทศ: องค์ประกอบทางสถานการณ์

ตัวแปรทั้งในระดับระหว่างประเทศ และในระดับชาติ ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจนำมาพิจารณาเมื่อทำการสร้างนโยบายต่างประเทศ องค์ประกอบทางสถานการณ์เหล่านี้ประกอบด้วย (1) สภาวะหรือสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศโดยทั่ว ๆ ไป กล่าวคือ ท่าที การกระทำ และผลประโยชน์ แห่งชาติที่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการนโยบายต่างประเทศของรัฐอื่นนำมาใช้พิจารณา (2) อำนาจหรือขีดความสามารถในเชิงเปรียบเทียบของรัฐตามที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจทำการประเมิน และ (3) การกระทำและปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่รัฐอื่นแสดงออกมา โดยเกี่ยวโยงกับการวินิจฉัยและการดำเนินนโยบาย

ความสำคัญ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางสถานการณ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการตัดสินใจนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการนโยบายต่างประเทศ ถึงแม้ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะไม่สามารถรู้และวิเคราะห์ปัจจัยทางสถานการณ์ ที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจได้ทุกปัจจัย แต่การรู้และเข้าใจปัจจัยทางสถานการณ์ที่มีความสำคัญมาก ๆ และการรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้กับมรรควิธีและวัตถุประสงค์ของรัฐ ก็จะไปช่วยให้การดำเนินนโยบายมีโอกาสสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น กระนั้นก็ตาม ด้วยเหตุที่ปัจจัยทางสถานการณ์นี้ส่วนใหญ่แล้วยากที่จะประเมินได้อย่างสมบูรณ์และกระจ่างชัด เพราะฉะนั้น กระบวนการนโยบายต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องศิลปะมากกว่าจะเป็นเรื่องของศาสตร์ ดังนั้น การตัดสินใจของผู้มีอำนาจตัดสินใจจึงมักจะต้องอิงอาศัย ความรู้ที่ยังกระจัดกระจายและการตีค่าข้อมูลต่าง ๆ ที่ตนมีอยู่ขณะนั้นเป็นหลัก

=============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket